เรื่องเล่าถึงเบย์เบลดที่เคยเป็นของเล่นฮิตในวัยเด็ก และกลับมาเป็นงานอดิเรกอีกครั้งในวัยทำงาน เมื่อเพื่อนร่วมงานชวนเล่นกันหลังเลิกงาน จนกลายเป็นกิจกรรมที่เต็มไปด้วยเสียงเชียร์ การทดลองชิ้นส่วน และการสะสมของเล่นหลายสิบลูก
มีของเล่นหลายอย่างที่หายไปพร้อมกับวัยเด็ก แต่ก็มีบางอย่างที่วนกลับมาในช่วงชีวิตที่ไม่คาดคิด
สำหรับผม หนึ่งในนั้นคือ เบย์เบลด
สมัยมัธยมต้น ของแท้ไม่สำคัญ ขอให้หมุนติดก็พอ
ช่วงมัธยมต้น เบย์เบลดถือเป็นของเล่นที่ฮิตมาก แต่ถ้าถามว่าเป็นของแท้ไหม… ส่วนใหญ่คงตอบพร้อมกันว่า “น่าจะไม่”
สมัยนั้นเบย์เบลดที่ขายตามตลาดนัดหรือร้านของเล่นราคาไม่กี่สิบบาท หน้าตาคล้ายของแท้แทบทุกอย่าง เด็ก ๆ ก็ไม่ได้สนใจลิขสิทธิ์อะไร ขอแค่หมุนได้ ตีแรง และสีสวยก็พอแล้ว บางรุ่นยังมีลูกเล่นสุดล้ำในสายตาเด็กยุคนั้น เวลาหมุนไปชนกำแพงหรือชนกับเบย์เบลดอีกตัว จะมี สะเก็ดไฟ กระเด็นออกมา ตอนนั้นรู้สึกว่าโคตรเท่ ทุกครั้งที่เห็นประกายไฟ ทุกคนจะร้อง “โอ้โห!” พร้อมกับเชียร์กันเสียงดัง เหมือนกำลังดูการต่อสู้ระดับโลก ทั้งที่จริง ๆ แล้วน่าจะเป็นแค่การเอาหินเหล็กไฟหรือโลหะบางชนิดมาเสียดสีกัน

ไม่มีสนาม ก็เล่นพื้นบ้านแทน
สิ่งหนึ่งที่หลายคนน่าจะจำได้คือ
สนามเบย์เบลดแพงมาก
เด็กส่วนใหญ่ไม่มีใครซื้อสนามพลาสติกของแท้กันหรอก สุดท้ายก็ต้องหากะละมัง ถาด พลาสติก ฝาหม้อ หรือแม้แต่พื้นกระเบื้องที่มีขอบนิดหน่อยมาใช้แทน แน่นอนว่าผลคือ เบย์เบลดมักจะเด้งออกนอกสนามตั้งแต่ยังหมุนไม่ครบสิบวินาที แต่ก็ไม่มีใครบ่น เพราะตอนนั้นแค่ได้เล่นกับเพื่อนก็สนุกแล้ว
เวลาผ่านไป…คิดว่าโตแล้ว
หลังจากเรียนจบ ทำงาน และใช้ชีวิตแบบผู้ใหญ่ ก็คิดว่าเบย์เบลดคงเป็นแค่ความทรงจำในวัยเด็ก จนวันหนึ่ง…
เพื่อนร่วมงานซึ่งอายุไล่เลี่ยกันดันพูดขึ้นมาว่า
“ซื้อเบย์เบลดมาเล่นกันไหม”
ประโยคเดียวก็ทำให้เด็กผู้ชายที่หลบอยู่ในร่างผู้ใหญ่ตื่นขึ้นมาทันที
เด็กหนวดวัย 30+ กับศึกหลังเลิกงาน
จากที่คิดว่าจะซื้อมาเล่นขำ ๆ สุดท้ายกลายเป็นจริงจัง
หลังเลิกงาน ห้องออฟฟิศที่ควรเงียบ กลับเต็มไปด้วยเสียง
“สาม…สอง…หนึ่ง…ไป!”
แล้วตามมาด้วยเสียงพลาสติกกระแทกกัน เสียงเชียร์ เสียงโวยวาย และเสียงหัวเราะ ภาพที่เห็นคือผู้ชายวัยสามสิบกว่า หกเจ็ดคน มีหนวดมีเครา แต่นั่งล้อมสนามเบย์เบลดเหมือนเด็กประถม บางคนวิเคราะห์ว่าควรเปลี่ยนชิ้นส่วนไหน บางคนบอกว่าตัวนี้สายโจมตี บางคนเล่นสายป้องกัน บางคนทดลองผสมอะไหล่จนได้เบย์เบลดเวอร์ชันที่ไม่มีอยู่ในคู่มือ จากของเล่น กลายเป็นงานวิจัยขนาดย่อม
เบย์เบลดยุคใหม่ ไปไกลกว่าที่จำได้
พอกลับมาเล่นอีกครั้ง ถึงรู้ว่าเบย์เบลดสมัยนี้ไม่เหมือนเมื่อยี่สิบปีก่อนแล้ว ราคาบางรุ่นสูงจนตกใจ บางตัวแพงกว่า รถ Tamiya ที่เคยคิดว่าเป็นของเล่นราคาแรงเสียอีก แต่ก็ต้องยอมรับว่า เทคโนโลยีของมันพัฒนาไปเยอะมาก มีระบบสปริงที่ช่วยเด้งรับแรงกระแทก มีชั้นจานหมุนที่หมุนแยกจากกันเพื่อลดแรงปะทะ บางรุ่นสามารถแตกออกเป็นชิ้นระหว่างการต่อสู้ ก่อนจะเปลี่ยนรูปแบบการหมุน แต่ละรุ่นมีค่าสเตตัส มีจุดเด่น มีการออกแบบที่แตกต่างกันจนรู้สึกเหมือนกำลังจัดทีมแข่งมากกว่าซื้อของเล่น ยิ่งศึกษา ยิ่งอยากซื้อ ยิ่งซื้อ ก็ยิ่งอยากโมดิฟาย
จากหนึ่งลูก…กลายเป็นคลังแสง
ตอนแรกทุกคนบอกว่าจะซื้อคนละอัน จากนั้นก็เป็น
“เอาไว้อีกลูกสำหรับสายป้องกัน”
“ตัวนี้สีสวย”
“รุ่นนี้ต้องมี”
“ซื้อไว้เผื่อโม”

ไม่นานนัก จำนวนเบย์เบลดของทั้งกลุ่มก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ลองนับรวมกันเล่น ๆ มีมากกว่า 30 ลูก แต่ละคนมีชุดโปรด มีอะไหล่สำรอง มีตัวหายาก และมีตัวที่ซื้อมาเพราะห้ามใจตัวเองไม่อยู่
ของเล่นที่ไม่ได้มีวันหมดอายุ
สุดท้าย… เหมือนงานอดิเรกหลาย ๆ อย่าง เล่นไปสักพักก็เริ่มอิ่มตัว ทุกคนค่อย ๆ เลิกเล่น สนามถูกเก็บเข้ากล่อง เบย์เบลดถูกวางไว้บนชั้น และชีวิตก็กลับเข้าสู่โหมดปกติ
แต่สิ่งที่ยังอยู่คือความทรงจำ มันเป็นช่วงเวลาที่ผู้ใหญ่หลายคนได้ลืมเรื่องงาน ลืมเดดไลน์ และกลับไปเป็นเด็กอีกครั้งวันละไม่กี่สิบนาที ทุกครั้งที่นึกถึงภาพผู้ชายวัยสามสิบกว่าหกเจ็ดคน ยืนล้อมสนามเบย์เบลด ตะโกนเชียร์ โวยวาย หัวเราะ และเถียงกันเรื่องการโมดิฟาย ก็อดยิ้มไม่ได้
บางคนอาจมองว่ามันเป็นแค่ของเล่น แต่สำหรับพวกเรา มันคือข้ออ้างเล็ก ๆ ที่ทำให้เพื่อนร่วมงานได้หัวเราะด้วยกันหลังเลิกงาน และบางที…ของเล่นที่ดีที่สุด ก็ไม่ใช่ของเล่นที่หมุนได้นานที่สุด แต่เป็นของเล่นที่ทำให้คนโต ๆ ได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง

ใส่ความเห็น