ป้ายกำกับ: ยุค 90s

  • เบย์เบลด จากของเล่นวัยเด็ก สู่ศึกหลังเลิกงานของเด็กหนวดวัย 30+

    เบย์เบลด จากของเล่นวัยเด็ก สู่ศึกหลังเลิกงานของเด็กหนวดวัย 30+

    เรื่องเล่าถึงเบย์เบลดที่เคยเป็นของเล่นฮิตในวัยเด็ก และกลับมาเป็นงานอดิเรกอีกครั้งในวัยทำงาน เมื่อเพื่อนร่วมงานชวนเล่นกันหลังเลิกงาน จนกลายเป็นกิจกรรมที่เต็มไปด้วยเสียงเชียร์ การทดลองชิ้นส่วน และการสะสมของเล่นหลายสิบลูก

    มีของเล่นหลายอย่างที่หายไปพร้อมกับวัยเด็ก แต่ก็มีบางอย่างที่วนกลับมาในช่วงชีวิตที่ไม่คาดคิด

    สำหรับผม หนึ่งในนั้นคือ เบย์เบลด

    สมัยมัธยมต้น ของแท้ไม่สำคัญ ขอให้หมุนติดก็พอ

    ช่วงมัธยมต้น เบย์เบลดถือเป็นของเล่นที่ฮิตมาก แต่ถ้าถามว่าเป็นของแท้ไหม… ส่วนใหญ่คงตอบพร้อมกันว่า “น่าจะไม่”

    สมัยนั้นเบย์เบลดที่ขายตามตลาดนัดหรือร้านของเล่นราคาไม่กี่สิบบาท หน้าตาคล้ายของแท้แทบทุกอย่าง เด็ก ๆ ก็ไม่ได้สนใจลิขสิทธิ์อะไร ขอแค่หมุนได้ ตีแรง และสีสวยก็พอแล้ว บางรุ่นยังมีลูกเล่นสุดล้ำในสายตาเด็กยุคนั้น เวลาหมุนไปชนกำแพงหรือชนกับเบย์เบลดอีกตัว จะมี สะเก็ดไฟ กระเด็นออกมา ตอนนั้นรู้สึกว่าโคตรเท่ ทุกครั้งที่เห็นประกายไฟ ทุกคนจะร้อง “โอ้โห!” พร้อมกับเชียร์กันเสียงดัง เหมือนกำลังดูการต่อสู้ระดับโลก ทั้งที่จริง ๆ แล้วน่าจะเป็นแค่การเอาหินเหล็กไฟหรือโลหะบางชนิดมาเสียดสีกัน

    เบย์เบลด

    ไม่มีสนาม ก็เล่นพื้นบ้านแทน

    สิ่งหนึ่งที่หลายคนน่าจะจำได้คือ

    สนามเบย์เบลดแพงมาก

    เด็กส่วนใหญ่ไม่มีใครซื้อสนามพลาสติกของแท้กันหรอก สุดท้ายก็ต้องหากะละมัง ถาด พลาสติก ฝาหม้อ หรือแม้แต่พื้นกระเบื้องที่มีขอบนิดหน่อยมาใช้แทน แน่นอนว่าผลคือ เบย์เบลดมักจะเด้งออกนอกสนามตั้งแต่ยังหมุนไม่ครบสิบวินาที แต่ก็ไม่มีใครบ่น เพราะตอนนั้นแค่ได้เล่นกับเพื่อนก็สนุกแล้ว

    เวลาผ่านไป…คิดว่าโตแล้ว

    หลังจากเรียนจบ ทำงาน และใช้ชีวิตแบบผู้ใหญ่ ก็คิดว่าเบย์เบลดคงเป็นแค่ความทรงจำในวัยเด็ก จนวันหนึ่ง…

    เพื่อนร่วมงานซึ่งอายุไล่เลี่ยกันดันพูดขึ้นมาว่า

    “ซื้อเบย์เบลดมาเล่นกันไหม”

    ประโยคเดียวก็ทำให้เด็กผู้ชายที่หลบอยู่ในร่างผู้ใหญ่ตื่นขึ้นมาทันที

    เด็กหนวดวัย 30+ กับศึกหลังเลิกงาน

    จากที่คิดว่าจะซื้อมาเล่นขำ ๆ สุดท้ายกลายเป็นจริงจัง

    หลังเลิกงาน ห้องออฟฟิศที่ควรเงียบ กลับเต็มไปด้วยเสียง

    “สาม…สอง…หนึ่ง…ไป!”

    แล้วตามมาด้วยเสียงพลาสติกกระแทกกัน เสียงเชียร์ เสียงโวยวาย และเสียงหัวเราะ ภาพที่เห็นคือผู้ชายวัยสามสิบกว่า หกเจ็ดคน มีหนวดมีเครา แต่นั่งล้อมสนามเบย์เบลดเหมือนเด็กประถม บางคนวิเคราะห์ว่าควรเปลี่ยนชิ้นส่วนไหน บางคนบอกว่าตัวนี้สายโจมตี บางคนเล่นสายป้องกัน บางคนทดลองผสมอะไหล่จนได้เบย์เบลดเวอร์ชันที่ไม่มีอยู่ในคู่มือ จากของเล่น กลายเป็นงานวิจัยขนาดย่อม

    เบย์เบลดยุคใหม่ ไปไกลกว่าที่จำได้

    พอกลับมาเล่นอีกครั้ง ถึงรู้ว่าเบย์เบลดสมัยนี้ไม่เหมือนเมื่อยี่สิบปีก่อนแล้ว ราคาบางรุ่นสูงจนตกใจ บางตัวแพงกว่า รถ Tamiya ที่เคยคิดว่าเป็นของเล่นราคาแรงเสียอีก แต่ก็ต้องยอมรับว่า เทคโนโลยีของมันพัฒนาไปเยอะมาก มีระบบสปริงที่ช่วยเด้งรับแรงกระแทก มีชั้นจานหมุนที่หมุนแยกจากกันเพื่อลดแรงปะทะ บางรุ่นสามารถแตกออกเป็นชิ้นระหว่างการต่อสู้ ก่อนจะเปลี่ยนรูปแบบการหมุน แต่ละรุ่นมีค่าสเตตัส มีจุดเด่น มีการออกแบบที่แตกต่างกันจนรู้สึกเหมือนกำลังจัดทีมแข่งมากกว่าซื้อของเล่น ยิ่งศึกษา ยิ่งอยากซื้อ ยิ่งซื้อ ก็ยิ่งอยากโมดิฟาย

    จากหนึ่งลูก…กลายเป็นคลังแสง

    ตอนแรกทุกคนบอกว่าจะซื้อคนละอัน จากนั้นก็เป็น

    “เอาไว้อีกลูกสำหรับสายป้องกัน”

    “ตัวนี้สีสวย”

    “รุ่นนี้ต้องมี”

    “ซื้อไว้เผื่อโม”

    beyblades

    ไม่นานนัก จำนวนเบย์เบลดของทั้งกลุ่มก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ลองนับรวมกันเล่น ๆ มีมากกว่า 30 ลูก แต่ละคนมีชุดโปรด มีอะไหล่สำรอง มีตัวหายาก และมีตัวที่ซื้อมาเพราะห้ามใจตัวเองไม่อยู่

    ของเล่นที่ไม่ได้มีวันหมดอายุ

    สุดท้าย… เหมือนงานอดิเรกหลาย ๆ อย่าง เล่นไปสักพักก็เริ่มอิ่มตัว ทุกคนค่อย ๆ เลิกเล่น สนามถูกเก็บเข้ากล่อง เบย์เบลดถูกวางไว้บนชั้น และชีวิตก็กลับเข้าสู่โหมดปกติ

    แต่สิ่งที่ยังอยู่คือความทรงจำ มันเป็นช่วงเวลาที่ผู้ใหญ่หลายคนได้ลืมเรื่องงาน ลืมเดดไลน์ และกลับไปเป็นเด็กอีกครั้งวันละไม่กี่สิบนาที ทุกครั้งที่นึกถึงภาพผู้ชายวัยสามสิบกว่าหกเจ็ดคน ยืนล้อมสนามเบย์เบลด ตะโกนเชียร์ โวยวาย หัวเราะ และเถียงกันเรื่องการโมดิฟาย ก็อดยิ้มไม่ได้

    บางคนอาจมองว่ามันเป็นแค่ของเล่น แต่สำหรับพวกเรา มันคือข้ออ้างเล็ก ๆ ที่ทำให้เพื่อนร่วมงานได้หัวเราะด้วยกันหลังเลิกงาน และบางที…ของเล่นที่ดีที่สุด ก็ไม่ใช่ของเล่นที่หมุนได้นานที่สุด แต่เป็นของเล่นที่ทำให้คนโต ๆ ได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง

  • รถบังคับกระป๋อง ตราเพชร

    รถบังคับกระป๋อง ตราเพชร

    บทความเล่าความทรงจำของรถบังคับกระป๋อง ตราเพชร ที่เคยเป็นของเล่นยอดนิยมในวัยเด็กช่วงปลายยุค 90s ถึงต้น 2000s ทั้งการเก็บเงินซื้อ การเอาไปแข่งกับเพื่อน และการนำไปโมดิฟายให้วิ่งแรงขึ้นโดยไม่รู้หลักการภายในจริง ๆ

    ถ้าถามเด็กยุคปลาย 90s ถึงต้น 2000s ว่าของเล่นชิ้นไหนเคยเป็น “ของมันต้องมี” เชื่อว่าหลายคนน่าจะนึกถึง รถบังคับกระป๋อง ตราเพชร กันเป็นอันดับต้น ๆ

    สมัยเรียนมัธยมต้น รถหนึ่งคันราคาประมาณ สองร้อยกว่าบาท ซึ่งถือว่าแพงพอสมควรสำหรับนักเรียนในยุคนั้น กว่าจะเก็บเงินหรือขอพ่อแม่ซื้อได้ก็ต้องคิดแล้วคิดอีก แต่พอได้มาแล้ว ความสุขคือการเอาไปวิ่งแข่งกับเพื่อนหน้าบ้านหรือในสนามโรงเรียน

    แต่การมีรถเฉย ๆ มันไม่พอ…

    ยุคแห่งการโมดิฟาย

    หลังจากเล่นได้สักพัก ข่าวลือก็เริ่มแพร่กระจาย

    “ใส่รีเลย์แล้วรถแรงขึ้น”

    “ใส่บูสแล้วสปีดดีขึ้น”

    รถบังคับกระป๋อง ตราเพชร

    เด็กผู้ชายหลายคน รวมถึงผมด้วย ก็เริ่มหอบรถไปให้ร้านโมดิฟาย บ้างก็ซื้ออะไหล่มาใส่เอง เสียเงินเพิ่มอีกหลายร้อยบาทเพื่อให้รถวิ่งเร็วกว่าเดิม

    ตอนนั้นไม่มีใครรู้หรอกว่าข้างในเขาทำอะไรบ้าง รู้แค่ว่าเสียเงินแล้วรถแรงขึ้น ก็ถือว่าคุ้ม

    ความจริงที่เพิ่งรู้ตอนเรียนอิเล็กทรอนิกส์

    หลายปีต่อมา…

    พอเข้าเรียน ปวช. สาขาอิเล็กทรอนิกส์ ถึงได้เจอกับคำตอบที่คาใจมาตลอด

    ไอ้ที่ร้านเรียกว่า “บูส” นั้น จริง ๆ แล้วในหลายกรณีก็คือ Capacitor (คาปาซิเตอร์) ที่เอามาช่วยเก็บและจ่ายประจุไฟฟ้าในจังหวะที่มอเตอร์ต้องการกระแสเพิ่ม ส่วน รีเลย์ ก็เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าธรรมดาที่ใช้ควบคุมวงจร

    ที่พีคกว่านั้นคือ…

    อุปกรณ์แต่ละตัว ราคาจริง ตัวละสิบกว่าบาท เท่านั้นเอง

    แต่ตอนเด็ก ๆ เรากลับยอมจ่ายค่าของ ค่าดัดแปลง และค่าแรงรวมกันหลายร้อยบาท เพราะไม่มีความรู้ และคำว่า “รถโม” มันฟังดูเท่เหลือเกิน

    มานั่งคิดย้อนกลับไปก็อดขำตัวเองไม่ได้

    ปัญหาที่เด็กยุคนี้อาจนึกไม่ถึง

    อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของรถบังคับในยุคนั้น คือ คลื่นวิทยุ

    ทุกวันนี้ของเล่นส่วนใหญ่ใช้ระบบดิจิทัลที่จับคู่ (Pairing) กับรีโมตเฉพาะตัว แต่สมัยนั้น รถบังคับใช้คลื่นวิทยุแบบอนาล็อกที่มีความถี่ให้เลือกเพียงไม่กี่ช่อง

    ผลลัพธ์คือเรื่องฮา ๆ ที่เกิดขึ้นเป็นประจำ

    บางครั้งกำลังบังคับรถตัวเองอยู่ดี ๆ รถกลับเลี้ยวออกไปเอง เพราะมีคนแถวบ้านใช้รีโมตที่ความถี่เดียวกัน

    หรือหนักกว่านั้น…

    เรากดรีโมต แล้วรถของเพื่อนดันวิ่งแทน

    ถ้าบังเอิญซื้อรถที่ใช้คลื่นเดียวกันมาอีกคัน ก็แทบจะเล่นพร้อมกันไม่ได้ เพราะรีโมตทั้งสองตัวแย่งกันสั่งรถ จนงงไปหมดว่าใครกำลังบังคับรถคันไหน

    ทุกวันนี้ฟังดูเหมือนเป็นข้อเสีย แต่ตอนนั้นกลับกลายเป็นเรื่องตลกที่สร้างเสียงหัวเราะได้ทุกครั้ง

    ของเล่นที่ให้อะไรมากกว่าความสนุก

    มองย้อนกลับไป รถบังคับกระป๋อง ตราเพชร ไม่ได้เป็นแค่ของเล่น

    มันสอนให้รู้จักการแข่งขัน การทดลอง การดัดแปลง และทำให้เด็กหลายคนเริ่มสนใจเรื่องไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์โดยไม่รู้ตัว

    สำหรับผม มันยังเป็นจุดเริ่มต้นของคำถามง่าย ๆ ว่า

    “ทำไมใส่บูสแล้วรถถึงแรงขึ้น?”

    คำถามที่กว่าจะได้คำตอบจริง ๆ ก็ต้องรอจนเข้าเรียนอิเล็กทรอนิกส์หลายปีให้หลัง ถึงรู้ว่าของที่เคยคิดว่าล้ำสมัยนั้น แท้จริงก็เป็นเพียง Capacitor กับ Relay ราคาหลักสิบเท่านั้น

    แม้วันนี้รถบังคับรุ่นใหม่จะเร็วกว่า ฉลาดกว่า และใช้เทคโนโลยีที่เหนือกว่ามาก แต่ความรู้สึกตอนแกะกล่องรถบังคับกระป๋องคันแรก หรือความตื่นเต้นตอนเอาไปแข่งกับเพื่อนในวัยเด็ก ก็ยังเป็นความทรงจำที่เทคโนโลยีสมัยใหม่แทนที่ไม่ได้

    บางครั้ง…คุณค่าของของเล่น ไม่ได้อยู่ที่ความเร็วของรถ แต่อยู่ที่เรื่องราวที่มันฝากไว้ในความทรงจำของเรา

  • Tamiya Mini 4WD จากวัยเด็กจนถึงวัยทำงาน

    Tamiya Mini 4WD จากวัยเด็กจนถึงวัยทำงาน

    บทความเล่าความทรงจำของผู้เขียนที่มีต่อ Tamiya Mini 4WD ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยทำงาน เริ่มจากอิทธิพลของการ์ตูน Let’s Go นักซิ่งสายฟ้า การได้รถคันแรกแบบไม่แท้ ไปจนถึงการกลับมาเล่นและซื้อรถที่เคยอยากได้เมื่อมีรายได้ของตัวเอง

    มีของเล่นอยู่ไม่กี่อย่างที่พอโตขึ้นแล้วเห็นเมื่อไร ก็พาให้ย้อนกลับไปเป็นเด็กได้ทันที สำหรับผม หนึ่งในนั้นคือ Tamiya Mini 4WD หรือที่หลายคนเรียกติดปากว่า “รถทามิย่า”

    ทุกครั้งที่เห็นรถ Mini 4WD หรือได้ยินเสียงมอเตอร์วิ่งบนสนาม ก็จะนึกถึงช่วงเวลาตั้งแต่สมัยประถม มัธยม จนถึงวัยทำงาน เพราะรถของเล่นเล็ก ๆ คันนี้ อยู่กับผมมาตลอดหลายช่วงของชีวิต

    จุดเริ่มต้นจากการ์ตูน Let’s & GO นักซิ่งสายฟ้า

    Let's & GO นักซิ่งสายฟ้า

    เด็กยุค 90 คงไม่มีใครไม่รู้จักการ์ตูน Let’s & GO นักซิ่งสายฟ้า ที่เคยออกอากาศทางช่อง 9 ทุกเสาร์-อาทิตย์ และแน่นอนว่าหลังจากดูจบ สิ่งที่อยากได้ที่สุดก็คือ “รถทามิย่าสักคัน” ผมก็เป็นหนึ่งในเด็กเหล่านั้นที่อยากได้ “รถทามิย่าสักคัน”

    Brocken G คันแรก…แต่ไม่ใช่ Tamiya แท้

    Brocken G

    รถคันแรกของผมคือ Brocken G สีดำ แต่ความจริงแล้ว มันไม่ใช่ของแท้จาก Tamiya สมัยนั้นเด็กประถมอย่างผมไม่ได้มีเงินมากพอจะซื้อของแท้ เพราะรถ Tamiya ราคาค่อนข้างสูงสำหรับยุคนั้น ทางเลือกที่ได้รับความนิยมมากคือ “รถตราเพชร” ซึ่งเป็นรถที่หน้าตาแทบจะเหมือนของแท้ ราคาอยู่ประมาณ 100 บาทเท่านั้น สำหรับเด็กในยุคนั้น รถตราเพชรถือเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด เพราะได้ประกอบ ได้แต่ง ได้แข่ง เหมือนกันแทบทุกอย่าง แม้คุณภาพจะต่างจากของแท้ก็ตาม ตอนนั้นแค่ได้มี Brocken G เป็นของตัวเอง ก็มีความสุขมากแล้ว

    เรื่องของ “ถ่านชาร์จ” ที่ทำให้รถแรงขึ้นแบบเห็นได้ชัด

    อีกหนึ่งสิ่งที่เด็กเล่น Mini 4WD ยุคนั้นรู้กันดี คือ ถ่านชาร์จ เพียงเปลี่ยนจากถ่านธรรมดามาใช้ถ่านชาร์จ รถก็มักจะให้แรงขึ้นจนรู้สึกได้ จนแทบจะเหมือนเปลี่ยนมอเตอร์ใหม่

    แต่ก็มีเหตุการณ์ที่ยังจำได้จนถึงทุกวันนี้ มีเพื่อนคนหนึ่งเข้าใจผิด คิดว่ารถของผมแรงเพราะใส่มอเตอร์พิเศษ จริงๆมันแรงเพราะใช้ถ่านชาร์จ เขาแอบเอาแก่นมอเตอร์ (Rotor) ไปสลับกับมอเตอร์ของตัวเอง โดยที่ผมไม่รู้หลังจากนั้นรถของผมก็ไม่แรงเหมือนเดิมอีกเลย ตอนนั้นยังเด็กมาก ไม่ได้เข้าใจเรื่องมอเตอร์หรือการแต่งรถมากนัก กว่าจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นก็สายไปแล้ว ถือเป็นบทเรียนเล็ก ๆ ที่ยังจำได้จนถึงทุกวันนี้

    กลับมาเล่นอีกครั้งในสมัยมัธยม

    หลังจากห่างหายไปหลายปี ผมก็ได้กลับมาเล่น Mini 4WD อีกครั้งในช่วงมัธยม ผมกลับมาเล่น Mini 4WD อีกครั้ง คราวนี้ได้ซื้อ Brocken G สีดำ ของแท้จาก Tamiya สมใจเสียที สถานที่ประจำคือ ร้านปิ่นทอง ซึ่งเป็นร้านของเล่นและสนามแข่ง Mini 4WD ที่คึกคักมากในยุคนั้น ทุกสัปดาห์จะมีการแข่งขันเป็นประจำ ผมลงแข่งในรุ่นรถไม่แต่ง ซึ่งถ้าเทียบกับปัจจุบันก็น่าจะใกล้เคียงกับรุ่น Open Box สิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้นก็คือ การลงแข่งครั้งนั้นทำให้ผมได้รางวัลชนะเลิศอันดับ 1 มาอย่างไม่คาดฝัน ผมคว้า แชมป์อันดับ 1 มาได้ รางวัลในวันนั้นไม่ใช่เงินสด แต่เป็นรถของเล่นหนึ่งคัน ซึ่งสำหรับเด็กมัธยมแล้ว ถือว่าภูมิใจมาก หลังจากนั้นก็ไปสนามแทบทุกสัปดาห์ ได้เจอเพื่อนใหม่ ได้ลองแต่งรถ ได้เรียนรู้เทคนิคต่าง ๆ และสนุกกับการแข่งขันอยู่พักใหญ่

    วันที่เลิกเล่น…เพราะจักรยานหาย

    แต่ช่วงเวลาสนุก ๆ ก็ต้องจบลง วันหนึ่งปั่นจักรยานไปที่ร้านปิ่นทองเหมือนทุกครั้ง จักรยานที่ปั่นไปจอดหน้าร้านถูกขโมยไป เหตุการณ์นั้นทำให้ผมค่อย ๆ เลิกเล่น Mini 4WD ไป

    กลับมาอีกครั้ง…ในวัยทำงาน

    หลายปีผ่านไป เมื่อเริ่มทำงานแล้ว บังเอิญที่บริษัทอยู่ไม่ไกลจากร้านปิ่นทอง ความทรงจำเก่า ๆ ก็กลับมาอีกครั้ง ความแตกต่างคือ ตอนนี้ผมมีโอกาสได้กลับมาสนุกกับมันอีกครั้งในฐานะผู้ใหญ่ ครั้งนี้ไม่ใช่เด็กที่ต้องเก็บเงินซื้อรถทีละคันอีกแล้ว เมื่อมีรายได้ของตัวเอง ก็เริ่มซื้อรถที่เคยอยากได้ในวัยเด็ก ซื้ออะไหล่ แต่งรถ และลองประกอบหลายรุ่นที่เมื่อก่อนทำได้แค่เปิดดูในแคตตาล็อก เรียกได้ว่าเป็นการ สนองความฝันของเด็กคนหนึ่งในอดีต บางคนอาจมองว่าเป็นของเล่น แต่สำหรับผม มันคือการเติมเต็มความสุขที่เคยพลาดไปในวัยเด็ก

    Tamiya Mini 4WD

    จากของเล่น…กลายเป็นความทรงจำ

    ทุกวันนี้ผมไม่ได้ลงแข่งเหมือนเมื่อก่อนแล้ว แต่ก็ยังสะสมรถ Mini 4WD ไว้เรื่อย ๆ จากรถเพียงคันเดียวในวัยประถม กลายเป็นคอลเลกชันเล็ก ๆ ของผมในวันนี้ กลายเป็นคอลเลกชันเล็ก ๆ ที่ถูกเก็บไว้ในหลายกล่อง ทุกครั้งที่เปิดกล่องออกมาดู ก็ยังจำความรู้สึกตอนประกอบรถคันแรกได้เสมอ จำได้ว่าตื่นเต้นแค่ไหนตอนประกอบเสร็จ จำได้ว่าดีใจแค่ไหนเวลารถวิ่งเข้าเส้นชัย และยังจำได้ว่า Brocken G สีดำ คือรถที่ทำให้เด็กคนหนึ่งหลงรักโลกของ Mini 4WD บางครั้งของเล่นที่มีมูลค่าไม่กี่ร้อยบาท อาจมีคุณค่ามากกว่านั้นหลายเท่า เพราะสิ่งที่เราเก็บไว้ไม่ใช่แค่ตัวรถ แต่คือความทรงจำในแต่ละช่วงของชีวิต และสำหรับผม…ความทรงจำเหล่านั้นยังคงวิ่งอยู่บนสนาม เหมือนรถ Mini 4WD ที่ไม่มีวันหยุดวิ่งในหัวใจของเด็กคนเดิม