ถ้าพูดถึงเกมที่เป็นความทรงจำของเด็กยุคปลาย 90s ถึงต้น 2000s หลายคนอาจนึกถึง PlayStation 1 ก่อนเป็นอันดับแรก แต่สำหรับผม ช่วงมัธยมต้นคือช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ เมื่อร้านเกมแถวบ้านเริ่มทยอยเปลี่ยนจากเครื่อง PlayStation มาเป็นเครื่อง Computer PC
ช่วงนั้นร้านเกมแทบทุกแห่งจะเต็มไปด้วยเสียงปืนของ Counter-Strike ที่ตอนนั้นยังเป็น Mod ของ Half-Life เด็กๆ เข้าร้านมาก็เปิดเล่นเกมนี้แทบจะทันที นั่งฝั่งละทีม ตะโกนด่ากันข้ามโต๊ะ สนุกแบบไม่ต้องมี Voice Chat
อีกเกมที่ดังไม่แพ้กันคือ StarCraft เกมวางแผนที่สนุกแต่ค่อนข้างยากสำหรับเด็กอย่างเรา ต้องบริหารทรัพยากร สร้างฐาน คุมยูนิต ซึ่งหลายคนเล่นได้ไม่นานก็ถอดใจ

ก่อนที่ความนิยมจะถูกแย่งไปโดย Command & Conquer: Red Alert 2
เกมนี้ทำให้เราได้เลือกเล่นสองฝ่าย ทั้ง Allies และ Soviet ที่มีเนื้อเรื่อง เทคโนโลยี และยูนิตแตกต่างกันอย่างชัดเจน แต่สิ่งที่ทำให้เกมนี้ถูกพูดถึงไม่รู้จบก็คือยูนิตสุดกาวอย่าง Yuri ที่ใช้พลังจิตควบคุมศัตรูได้ จนในที่สุดก็มีภาคเสริม Yuri’s Revenge เพิ่มกองทัพของยูริเป็นฝ่ายที่สาม ทำให้เกมวางแผนเกมนี้มีมิติการเล่นที่ลึกขึ้นและสนุกกว่าเดิมอีกหลายเท่า
แต่สุดท้าย…
ทุกเกมก็ต้องหลีกทาง
เมื่ออินเทอร์เน็ตเริ่มเข้าถึงคนทั่วไปมากขึ้น ถึงแม้จะเป็นเพียง 56 Kbps และการจะเล่นได้ก็ต้องมีโทรศัพท์บ้านเสียบสาย Dial-up ทุกครั้ง
เกมนั้นก็คือ…
Ragnarok Online – วันที่โลกของเกมเปลี่ยนไป

Ragnarok Online ไม่ใช่แค่เกมใหม่
แต่มันคือเกมที่ทำให้เด็กหลายคนรู้จักคำว่า MMORPG เป็นครั้งแรก
โลกที่มีผู้เล่นจริงหลายพันคนอยู่ในแผนที่เดียวกัน
เดินผ่านคนแปลกหน้าแล้วเห็นเขาพิมพ์คุยกัน
ตั้งร้านขายของ
รวมปาร์ตี้
ตีบอส
ลงดันเจี้ยน
แต่งงาน
ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องใหม่มากในยุคนั้น
ทุกอย่างดูมีชีวิต ต่างจากเกมออฟไลน์ที่เล่นจบแล้วก็จบกันไป
เลิกเรียนปุ๊บ วิ่งเข้าร้านเกมปั๊บ

ความทรงจำที่ชัดที่สุดอย่างหนึ่งคือ
เสียงกริ่งเลิกเรียนดังเมื่อไหร่ ทุกคนจะรีบเก็บกระเป๋าแล้ววิ่ง
ไม่ใช่วิ่งกลับบ้าน
แต่วิ่งแข่งกับเด็กโรงเรียนอื่น เพื่อแย่งเครื่องร้านเกม
ถ้าช้า…
เครื่องเต็ม
ต้องยืนดูคนอื่นเล่น หรือไม่ก็รอเป็นชั่วโมง
ช่วงแรกๆ ร้านเกมยังคิดราคาค่อนข้างแพง แต่พอร้านเริ่มเปิดเยอะขึ้น การแข่งขันก็สูงขึ้น ราคาค่าชั่วโมงค่อยๆ ลดลง จนเหลือประมาณ 10 บาทต่อชั่วโมง กลายเป็นราคาที่เด็กนักเรียนพอเก็บค่าขนมมาเล่นได้
ร้านเกมจึงกลายเป็นเหมือนศูนย์รวมของเด็กทั้งละแวก มากกว่าเป็นแค่สถานที่เล่นเกม
อาชีพแรก… สวอดแมน

ตอนสร้างตัวละครครั้งแรก
ผมเลือกอาชีพ Swordman
แต่ตอนนั้นไม่มีใครเรียกแบบนั้น
ทุกคนเรียกว่า
“สวอดแมน”
เพิ่งมารู้ตอนโตนี่เองว่า จริงๆ แล้วอ่านว่า ซอร์ดแมน
สมัยนั้นไม่มี YouTube ไม่มี Wiki ไม่มีคู่มือภาษาไทยละเอียดๆ
การอัป Status คือ…
อัปมั่ว
STR บ้าง
AGI บ้าง
VIT นิด
INT หน่อย
เห็นอะไรน่าสนใจก็กดหมด
สุดท้ายตัวละครก็ออกมาแปลกๆ ตีไม่แรง ถึกก็ไม่สุด
แต่ก็เล่นต่อ เพราะไม่รู้ว่ามันผิดตรงไหน
จนหลังๆ ได้ลองเล่น Mage
และเริ่มหลงรักสายเวท
โดยเฉพาะสาย สายฟ้า (Lightning Bolt) ที่ยิงมอนสเตอร์ทีเดียวเลขดาเมจเด้งรัวๆ
พอเปลี่ยนอาชีพเป็น Wizard แล้วได้ใช้ Storm Gust และ Lord of Vermilion
ความรู้สึกตอนนั้นคือ…
เท่ที่สุดในเกมแล้ว
เงิน M, Bot และเซิร์ฟเวอร์เถื่อน

Ragnarok ไม่ได้มีแค่การเก็บเลเวล
แต่มันยังมี “เศรษฐกิจ”
เด็กหลายคนเริ่มรู้จักคำว่า
เงิน M
จากการซื้อขาย Zeny กันจริงๆ
บางคนเติมเงิน
บางคนซื้อ M จากเพื่อน
บางคนหาเงินทั้งวันเพื่อซื้อการ์ดใบเดียว
ช่วงหลังๆ ก็เริ่มมี Bot เข้ามาในเกม
เดินตีมอนสเตอร์ทั้งวันทั้งคืน
ทำให้เศรษฐกิจในเกมเริ่มเปลี่ยนไป
และเมื่อเซิร์ฟเวอร์ Official เริ่มมีข้อจำกัด
เซิร์ฟเวอร์เถื่อนก็เกิดขึ้นเต็มไปหมด
EXP x10
x100
x1000
เปลี่ยนบรรยากาศจากการเก็บเลเวลเป็นเดือน เหลือไม่กี่ชั่วโมงก็เปลี่ยนอาชีพได้
แต่ละเซิร์ฟก็มีของแต่ง มีระบบ มีไอเท็มเฉพาะตัว
ทำให้หลายคนย้ายเซิร์ฟกันแทบทุกเดือน
วันที่บ้านติด ADSL

อีกหนึ่งเหตุการณ์ที่เปลี่ยนชีวิตไม่แพ้ Ragnarok ก็คือ
วันที่บ้านติดอินเทอร์เน็ต ADSL 128 Kbps
ไม่ต้องฟังเสียง Dial-up อีกแล้ว
ไม่ต้องแย่งโทรศัพท์บ้าน
ไม่ต้องกลัวแม่ยกหูโทรศัพท์แล้วเกมหลุด
และที่สำคัญ…
ไม่ต้องเสียเงินร้านเกมทุกวัน
จากเดิมที่ต้องรีบวิ่งเข้าร้านเกมหลังเลิกเรียน
กลายเป็นกลับบ้าน เปิดคอม แล้วเข้า Prontera ได้ทันที
ความสุขมันเรียบง่ายมาก
เปิดเซิร์ฟเวอร์เองกับเพื่อน
ช่วงหนึ่งกระแสเซิร์ฟเวอร์เถื่อนแรงมาก
หลายคนเริ่มหัดเปิดเซิร์ฟ Ragnarok เอง
โหลด Emulator แก้ไฟล์ Config Forward Port
ชวนเพื่อนเข้ามาเล่นถึงจะมีผู้เล่นแค่ 4-5 คน แต่ก็สนุกไม่แพ้เซิร์ฟใหญ่ เพราะทุกคนรู้จักกันหมดตีบอสด้วยกัน แจกของกันเอง ลองระบบใหม่ๆ กันทั้งวัน มันเหมือนมีโลก Ragnarok ฉบับของตัวเอง
เพลงที่ฟังกี่ครั้งก็พาย้อนเวลา

สิ่งหนึ่งที่ Ragnarok ทำได้ดีที่สุด และหลายเกมยังทำได้ไม่เท่าคือ
เพลงประกอบ (BGM)
ไม่ว่าจะเป็น Prontera
Payon
Geffen
Morroc
หรือ Alberta
แค่เสียงดนตรีขึ้นมาไม่กี่วินาที
ภาพความทรงจำทั้งหมดก็ย้อนกลับมาเอง
ภาพตัวละครยืนคุยกันกลางเมือง
ร้านรับบัฟ
ร้านขายของ
แชตสีฟ้าวิ่งเต็มหน้าจอ
ทุกอย่างเหมือนหยุดอยู่ในช่วงเวลานั้น
ทุกวันนี้เวลานึกถึง Ragnarok ผมไม่ได้กลับไปเล่นบ่อยนัก
แต่กลับไปเปิดฟังเพลง BGM อยู่เรื่อยๆ
และทุกครั้งที่ได้ยิน
มันก็พาย้อนกลับไปเป็นเด็กมัธยมที่กำลังวิ่งออกจากโรงเรียน แข่งกับเด็กอีกโรงเรียนเพื่อแย่งเครื่องร้านเกม
เกมหลายเกมในยุคนั้นสนุกมาก
Counter-Strike สร้างมิตรภาพ
Red Alert 2 สร้างเสียงหัวเราะ
แต่ Ragnarok Online…

สร้าง “ช่วงเวลาช่วงหนึ่งของชีวิต”
และนั่นอาจเป็นเหตุผลที่ผ่านมากว่ายี่สิบปี ชื่อของ Ragnarok ก็ยังเป็นเกมที่หลายคนยิ้มทุกครั้งเมื่อได้ยิน
หากจะลงเป็นซีรีส์ “เกมในความทรงจำ” บทความนี้สามารถเขียนบทความต่อยอดเป็นตอนของ Counter-Strike, Red Alert 2, Harvest Moon: Back to Nature, The Sims, และ MU Online ในโทนเดียวกันได้ ทำให้อ่านต่อเนื่องเหมือนบันทึกความทรงจำของเด็กยุคร้านเกม PC.
