หมวดหมู่: ของเล่นวัยเด็ก

  • รถบังคับกระป๋อง ตราเพชร

    รถบังคับกระป๋อง ตราเพชร

    บทความเล่าความทรงจำของรถบังคับกระป๋อง ตราเพชร ที่เคยเป็นของเล่นยอดนิยมในวัยเด็กช่วงปลายยุค 90s ถึงต้น 2000s ทั้งการเก็บเงินซื้อ การเอาไปแข่งกับเพื่อน และการนำไปโมดิฟายให้วิ่งแรงขึ้นโดยไม่รู้หลักการภายในจริง ๆ

    ถ้าถามเด็กยุคปลาย 90s ถึงต้น 2000s ว่าของเล่นชิ้นไหนเคยเป็น “ของมันต้องมี” เชื่อว่าหลายคนน่าจะนึกถึง รถบังคับกระป๋อง ตราเพชร กันเป็นอันดับต้น ๆ

    สมัยเรียนมัธยมต้น รถหนึ่งคันราคาประมาณ สองร้อยกว่าบาท ซึ่งถือว่าแพงพอสมควรสำหรับนักเรียนในยุคนั้น กว่าจะเก็บเงินหรือขอพ่อแม่ซื้อได้ก็ต้องคิดแล้วคิดอีก แต่พอได้มาแล้ว ความสุขคือการเอาไปวิ่งแข่งกับเพื่อนหน้าบ้านหรือในสนามโรงเรียน

    แต่การมีรถเฉย ๆ มันไม่พอ…

    ยุคแห่งการโมดิฟาย

    หลังจากเล่นได้สักพัก ข่าวลือก็เริ่มแพร่กระจาย

    “ใส่รีเลย์แล้วรถแรงขึ้น”

    “ใส่บูสแล้วสปีดดีขึ้น”

    รถบังคับกระป๋อง ตราเพชร

    เด็กผู้ชายหลายคน รวมถึงผมด้วย ก็เริ่มหอบรถไปให้ร้านโมดิฟาย บ้างก็ซื้ออะไหล่มาใส่เอง เสียเงินเพิ่มอีกหลายร้อยบาทเพื่อให้รถวิ่งเร็วกว่าเดิม

    ตอนนั้นไม่มีใครรู้หรอกว่าข้างในเขาทำอะไรบ้าง รู้แค่ว่าเสียเงินแล้วรถแรงขึ้น ก็ถือว่าคุ้ม

    ความจริงที่เพิ่งรู้ตอนเรียนอิเล็กทรอนิกส์

    หลายปีต่อมา…

    พอเข้าเรียน ปวช. สาขาอิเล็กทรอนิกส์ ถึงได้เจอกับคำตอบที่คาใจมาตลอด

    ไอ้ที่ร้านเรียกว่า “บูส” นั้น จริง ๆ แล้วในหลายกรณีก็คือ Capacitor (คาปาซิเตอร์) ที่เอามาช่วยเก็บและจ่ายประจุไฟฟ้าในจังหวะที่มอเตอร์ต้องการกระแสเพิ่ม ส่วน รีเลย์ ก็เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าธรรมดาที่ใช้ควบคุมวงจร

    ที่พีคกว่านั้นคือ…

    อุปกรณ์แต่ละตัว ราคาจริง ตัวละสิบกว่าบาท เท่านั้นเอง

    แต่ตอนเด็ก ๆ เรากลับยอมจ่ายค่าของ ค่าดัดแปลง และค่าแรงรวมกันหลายร้อยบาท เพราะไม่มีความรู้ และคำว่า “รถโม” มันฟังดูเท่เหลือเกิน

    มานั่งคิดย้อนกลับไปก็อดขำตัวเองไม่ได้

    ปัญหาที่เด็กยุคนี้อาจนึกไม่ถึง

    อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของรถบังคับในยุคนั้น คือ คลื่นวิทยุ

    ทุกวันนี้ของเล่นส่วนใหญ่ใช้ระบบดิจิทัลที่จับคู่ (Pairing) กับรีโมตเฉพาะตัว แต่สมัยนั้น รถบังคับใช้คลื่นวิทยุแบบอนาล็อกที่มีความถี่ให้เลือกเพียงไม่กี่ช่อง

    ผลลัพธ์คือเรื่องฮา ๆ ที่เกิดขึ้นเป็นประจำ

    บางครั้งกำลังบังคับรถตัวเองอยู่ดี ๆ รถกลับเลี้ยวออกไปเอง เพราะมีคนแถวบ้านใช้รีโมตที่ความถี่เดียวกัน

    หรือหนักกว่านั้น…

    เรากดรีโมต แล้วรถของเพื่อนดันวิ่งแทน

    ถ้าบังเอิญซื้อรถที่ใช้คลื่นเดียวกันมาอีกคัน ก็แทบจะเล่นพร้อมกันไม่ได้ เพราะรีโมตทั้งสองตัวแย่งกันสั่งรถ จนงงไปหมดว่าใครกำลังบังคับรถคันไหน

    ทุกวันนี้ฟังดูเหมือนเป็นข้อเสีย แต่ตอนนั้นกลับกลายเป็นเรื่องตลกที่สร้างเสียงหัวเราะได้ทุกครั้ง

    ของเล่นที่ให้อะไรมากกว่าความสนุก

    มองย้อนกลับไป รถบังคับกระป๋อง ตราเพชร ไม่ได้เป็นแค่ของเล่น

    มันสอนให้รู้จักการแข่งขัน การทดลอง การดัดแปลง และทำให้เด็กหลายคนเริ่มสนใจเรื่องไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์โดยไม่รู้ตัว

    สำหรับผม มันยังเป็นจุดเริ่มต้นของคำถามง่าย ๆ ว่า

    “ทำไมใส่บูสแล้วรถถึงแรงขึ้น?”

    คำถามที่กว่าจะได้คำตอบจริง ๆ ก็ต้องรอจนเข้าเรียนอิเล็กทรอนิกส์หลายปีให้หลัง ถึงรู้ว่าของที่เคยคิดว่าล้ำสมัยนั้น แท้จริงก็เป็นเพียง Capacitor กับ Relay ราคาหลักสิบเท่านั้น

    แม้วันนี้รถบังคับรุ่นใหม่จะเร็วกว่า ฉลาดกว่า และใช้เทคโนโลยีที่เหนือกว่ามาก แต่ความรู้สึกตอนแกะกล่องรถบังคับกระป๋องคันแรก หรือความตื่นเต้นตอนเอาไปแข่งกับเพื่อนในวัยเด็ก ก็ยังเป็นความทรงจำที่เทคโนโลยีสมัยใหม่แทนที่ไม่ได้

    บางครั้ง…คุณค่าของของเล่น ไม่ได้อยู่ที่ความเร็วของรถ แต่อยู่ที่เรื่องราวที่มันฝากไว้ในความทรงจำของเรา

  • Tamiya Mini 4WD จากวัยเด็กจนถึงวัยทำงาน

    Tamiya Mini 4WD จากวัยเด็กจนถึงวัยทำงาน

    บทความเล่าความทรงจำของผู้เขียนที่มีต่อ Tamiya Mini 4WD ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยทำงาน เริ่มจากอิทธิพลของการ์ตูน Let’s Go นักซิ่งสายฟ้า การได้รถคันแรกแบบไม่แท้ ไปจนถึงการกลับมาเล่นและซื้อรถที่เคยอยากได้เมื่อมีรายได้ของตัวเอง

    มีของเล่นอยู่ไม่กี่อย่างที่พอโตขึ้นแล้วเห็นเมื่อไร ก็พาให้ย้อนกลับไปเป็นเด็กได้ทันที สำหรับผม หนึ่งในนั้นคือ Tamiya Mini 4WD หรือที่หลายคนเรียกติดปากว่า “รถทามิย่า”

    ทุกครั้งที่เห็นรถ Mini 4WD หรือได้ยินเสียงมอเตอร์วิ่งบนสนาม ก็จะนึกถึงช่วงเวลาตั้งแต่สมัยประถม มัธยม จนถึงวัยทำงาน เพราะรถของเล่นเล็ก ๆ คันนี้ อยู่กับผมมาตลอดหลายช่วงของชีวิต

    จุดเริ่มต้นจากการ์ตูน Let’s & GO นักซิ่งสายฟ้า

    Let's & GO นักซิ่งสายฟ้า

    เด็กยุค 90 คงไม่มีใครไม่รู้จักการ์ตูน Let’s & GO นักซิ่งสายฟ้า ที่เคยออกอากาศทางช่อง 9 ทุกเสาร์-อาทิตย์ และแน่นอนว่าหลังจากดูจบ สิ่งที่อยากได้ที่สุดก็คือ “รถทามิย่าสักคัน” ผมก็เป็นหนึ่งในเด็กเหล่านั้นที่อยากได้ “รถทามิย่าสักคัน”

    Brocken G คันแรก…แต่ไม่ใช่ Tamiya แท้

    Brocken G

    รถคันแรกของผมคือ Brocken G สีดำ แต่ความจริงแล้ว มันไม่ใช่ของแท้จาก Tamiya สมัยนั้นเด็กประถมอย่างผมไม่ได้มีเงินมากพอจะซื้อของแท้ เพราะรถ Tamiya ราคาค่อนข้างสูงสำหรับยุคนั้น ทางเลือกที่ได้รับความนิยมมากคือ “รถตราเพชร” ซึ่งเป็นรถที่หน้าตาแทบจะเหมือนของแท้ ราคาอยู่ประมาณ 100 บาทเท่านั้น สำหรับเด็กในยุคนั้น รถตราเพชรถือเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด เพราะได้ประกอบ ได้แต่ง ได้แข่ง เหมือนกันแทบทุกอย่าง แม้คุณภาพจะต่างจากของแท้ก็ตาม ตอนนั้นแค่ได้มี Brocken G เป็นของตัวเอง ก็มีความสุขมากแล้ว

    เรื่องของ “ถ่านชาร์จ” ที่ทำให้รถแรงขึ้นแบบเห็นได้ชัด

    อีกหนึ่งสิ่งที่เด็กเล่น Mini 4WD ยุคนั้นรู้กันดี คือ ถ่านชาร์จ เพียงเปลี่ยนจากถ่านธรรมดามาใช้ถ่านชาร์จ รถก็มักจะให้แรงขึ้นจนรู้สึกได้ จนแทบจะเหมือนเปลี่ยนมอเตอร์ใหม่

    แต่ก็มีเหตุการณ์ที่ยังจำได้จนถึงทุกวันนี้ มีเพื่อนคนหนึ่งเข้าใจผิด คิดว่ารถของผมแรงเพราะใส่มอเตอร์พิเศษ จริงๆมันแรงเพราะใช้ถ่านชาร์จ เขาแอบเอาแก่นมอเตอร์ (Rotor) ไปสลับกับมอเตอร์ของตัวเอง โดยที่ผมไม่รู้หลังจากนั้นรถของผมก็ไม่แรงเหมือนเดิมอีกเลย ตอนนั้นยังเด็กมาก ไม่ได้เข้าใจเรื่องมอเตอร์หรือการแต่งรถมากนัก กว่าจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นก็สายไปแล้ว ถือเป็นบทเรียนเล็ก ๆ ที่ยังจำได้จนถึงทุกวันนี้

    กลับมาเล่นอีกครั้งในสมัยมัธยม

    หลังจากห่างหายไปหลายปี ผมก็ได้กลับมาเล่น Mini 4WD อีกครั้งในช่วงมัธยม ผมกลับมาเล่น Mini 4WD อีกครั้ง คราวนี้ได้ซื้อ Brocken G สีดำ ของแท้จาก Tamiya สมใจเสียที สถานที่ประจำคือ ร้านปิ่นทอง ซึ่งเป็นร้านของเล่นและสนามแข่ง Mini 4WD ที่คึกคักมากในยุคนั้น ทุกสัปดาห์จะมีการแข่งขันเป็นประจำ ผมลงแข่งในรุ่นรถไม่แต่ง ซึ่งถ้าเทียบกับปัจจุบันก็น่าจะใกล้เคียงกับรุ่น Open Box สิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้นก็คือ การลงแข่งครั้งนั้นทำให้ผมได้รางวัลชนะเลิศอันดับ 1 มาอย่างไม่คาดฝัน ผมคว้า แชมป์อันดับ 1 มาได้ รางวัลในวันนั้นไม่ใช่เงินสด แต่เป็นรถของเล่นหนึ่งคัน ซึ่งสำหรับเด็กมัธยมแล้ว ถือว่าภูมิใจมาก หลังจากนั้นก็ไปสนามแทบทุกสัปดาห์ ได้เจอเพื่อนใหม่ ได้ลองแต่งรถ ได้เรียนรู้เทคนิคต่าง ๆ และสนุกกับการแข่งขันอยู่พักใหญ่

    วันที่เลิกเล่น…เพราะจักรยานหาย

    แต่ช่วงเวลาสนุก ๆ ก็ต้องจบลง วันหนึ่งปั่นจักรยานไปที่ร้านปิ่นทองเหมือนทุกครั้ง จักรยานที่ปั่นไปจอดหน้าร้านถูกขโมยไป เหตุการณ์นั้นทำให้ผมค่อย ๆ เลิกเล่น Mini 4WD ไป

    กลับมาอีกครั้ง…ในวัยทำงาน

    หลายปีผ่านไป เมื่อเริ่มทำงานแล้ว บังเอิญที่บริษัทอยู่ไม่ไกลจากร้านปิ่นทอง ความทรงจำเก่า ๆ ก็กลับมาอีกครั้ง ความแตกต่างคือ ตอนนี้ผมมีโอกาสได้กลับมาสนุกกับมันอีกครั้งในฐานะผู้ใหญ่ ครั้งนี้ไม่ใช่เด็กที่ต้องเก็บเงินซื้อรถทีละคันอีกแล้ว เมื่อมีรายได้ของตัวเอง ก็เริ่มซื้อรถที่เคยอยากได้ในวัยเด็ก ซื้ออะไหล่ แต่งรถ และลองประกอบหลายรุ่นที่เมื่อก่อนทำได้แค่เปิดดูในแคตตาล็อก เรียกได้ว่าเป็นการ สนองความฝันของเด็กคนหนึ่งในอดีต บางคนอาจมองว่าเป็นของเล่น แต่สำหรับผม มันคือการเติมเต็มความสุขที่เคยพลาดไปในวัยเด็ก

    Tamiya Mini 4WD

    จากของเล่น…กลายเป็นความทรงจำ

    ทุกวันนี้ผมไม่ได้ลงแข่งเหมือนเมื่อก่อนแล้ว แต่ก็ยังสะสมรถ Mini 4WD ไว้เรื่อย ๆ จากรถเพียงคันเดียวในวัยประถม กลายเป็นคอลเลกชันเล็ก ๆ ของผมในวันนี้ กลายเป็นคอลเลกชันเล็ก ๆ ที่ถูกเก็บไว้ในหลายกล่อง ทุกครั้งที่เปิดกล่องออกมาดู ก็ยังจำความรู้สึกตอนประกอบรถคันแรกได้เสมอ จำได้ว่าตื่นเต้นแค่ไหนตอนประกอบเสร็จ จำได้ว่าดีใจแค่ไหนเวลารถวิ่งเข้าเส้นชัย และยังจำได้ว่า Brocken G สีดำ คือรถที่ทำให้เด็กคนหนึ่งหลงรักโลกของ Mini 4WD บางครั้งของเล่นที่มีมูลค่าไม่กี่ร้อยบาท อาจมีคุณค่ามากกว่านั้นหลายเท่า เพราะสิ่งที่เราเก็บไว้ไม่ใช่แค่ตัวรถ แต่คือความทรงจำในแต่ละช่วงของชีวิต และสำหรับผม…ความทรงจำเหล่านั้นยังคงวิ่งอยู่บนสนาม เหมือนรถ Mini 4WD ที่ไม่มีวันหยุดวิ่งในหัวใจของเด็กคนเดิม